อาการปวดฟัน ไม่ใช่เพียงความรำคาญ แต่เป็นสัญญาณเตือนจากร่างกายว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นในช่องปาก การเพิกเฉยต่ออาการปวดอาจนำไปสู่การติดเชื้อที่ลุกลาม การสูญเสียฟัน หรือแม้แต่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวม หลักการสำคัญที่ต้องจำไว้คือ อาการปวด หมายถึง การอักเสบ การติดเชื้อ หรือการทำงานที่ผิดปกติ การสังเกตลักษณะอาการปวดของตัวเอง จะช่วยให้ประเมินสถานการณ์เบื้องต้นและตัดสินใจพบทันตแพทย์ได้ทันท่วงที
ลักษณะ อาการปวดฟัน บอกอะไรเราได้บ้าง?
อาการปวดฟัน มีหลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละแบบมักบ่งชี้ถึงสาเหตุที่แตกต่างกันออกไป:
- ปวดแปลบสั้นๆ เมื่อโดนของเย็น/หวาน อาการลักษณะนี้มักเกิดขึ้นทันทีเมื่อฟันสัมผัสของเย็นจัดหรือของหวาน แล้วหายไปอย่างรวดเร็ว สาเหตุที่เป็นไปได้คือ ฟันผุในระยะเริ่มต้น ที่ยังอยู่แค่ชั้นเคลือบฟัน หรือ อาการเสียวฟัน จากภาวะเหงือกร่นหรือคอฟันสึก
- ปวดตุบๆ ปวดขึ้นมาเองตอนกลางคืน หากมีอาการปวดรุนแรงขึ้นมาเองโดยไม่มีสิ่งกระตุ้น โดยเฉพาะตอนกลางคืนหรือเวลานอนราบ รู้สึกปวดเป็นจังหวะจนรบกวนการนอน นี่คือสัญญาณบ่งชี้ถึง โพรงประสาทฟันอักเสบรุนแรง หรือ ปลายรากฟันเกิดการติดเชื้อเป็นหนอง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
- ปวดเมื่อกัดหรือเคี้ยว ความรู้สึกปวดจะเกิดขึ้นเฉพาะเวลาที่กัดฟันลงบนอาหาร โดยเฉพาะของแข็ง อาจเป็นไปได้ว่า ฟันซี่นั้นร้าว, วัสดุอุดหรือครอบฟันเดิมอาจหลวมหรือสูงเกินไป หรือเกิดจาก การสบฟันที่ผิดปกติ ทำให้ฟันซี่นั้นต้องรับแรงกระแทกมากเกินควร
- ปวดตื้อๆ ร้าวไปที่แก้มหรือขมับ เป็นอาการปวดที่ระบุตำแหน่งชัดเจนได้ยาก อาจรู้สึกร้าวไปบริเวณอื่น เช่น โหนกแก้ม หรือใต้ตา บางครั้งอาจไม่ได้มีสาเหตุจากฟันโดยตรง แต่อาจเกิดจาก ไซนัสอักเสบ ที่ส่งผลกระทบต่อฟันกรามบน หรืออาจเป็นอาการของ โรคปริทันต์อักเสบ (รำมะนาด) ที่การอักเสบลุกลามลึกลงไปในกระดูก
- ปวดกรามซี่ในสุดและอ้าปากลำบาก อาการปวดบริเวณกรามด้านในสุด ร่วมกับอาการบวม อ้าปากได้น้อยลง หรือเจ็บเวลากลืน ส่วนใหญ่มักมีสาเหตุจาก ฟันคุดอักเสบ หรือถุงน้ำรอบฟันคุดเกิดการติดเชื้อ
สัญญาณอันตรายที่ต้องรีบพบทันตแพทย์
หาก อาการปวดฟัน ของคุณมาพร้อมกับสัญญาณเหล่านี้ ควรรีบไปพบทันตแพทย์โดยเร็วที่สุด:
- ปวดรุนแรงต่อเนื่องเกิน 1-2 วัน หรือปวดจนไม่สามารถนอนหลับได้
- มีอาการบวมบริเวณเหงือก ใบหน้า หรือแก้ม
- อ้าปากหรือกลืนอาหารลำบาก และมีไข้ร่วมด้วย
- สังเกตเห็นหนองไหลจากเหงือก มีกลิ่นปากรุนแรงผิดปกติ
- ฟันได้รับอุบัติเหตุ เช่น แตกหัก โยก หรือหลุดออกจากเบ้า
การวินิจฉัยและแนวทางการรักษา
ทันตแพทย์จะตรวจวินิจฉัยเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ผ่านการซักประวัติ ตรวจในช่องปาก เช่น การเคาะฟัน ทดสอบการกัด วัดร่องลึกเหงือก รวมถึงการทดสอบความมีชีวิตของเส้นประสาทฟัน และอาจจำเป็นต้องเอกซเรย์เพื่อดูสภาพรอยผุและกระดูกรอบรากฟัน
แนวทางการรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุ:
- ฟันผุ: รักษาด้วยการอุดฟัน
- โพรงประสาทอักเสบ: จำเป็นต้องรักษารากฟัน และบูรณะด้วยการทำครอบฟัน
- ฟันร้าว: การรักษาขึ้นอยู่กับความลึกของรอยร้าว อาจซ่อมแซม ทำครอบฟัน หรือหากร้าวลึกถึงรากอาจต้องถอน
- โรคปริทันต์: รักษาด้วยการขูดหินปูนและเกลารากฟัน
- ฟันคุด: รักษาด้วยการถอนหรือผ่าฟันคุด
สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ ระหว่างรอพบแพทย์
สิ่งที่ควรทำ:
- บ้วนปากด้วยน้ำเกลืออุ่นๆ เพื่อช่วยทำความสะอาด
- ใช้ไหมขัดฟันค่อยๆ ขจัดเศษอาหารที่อาจติดอยู่ซอกฟัน
- รับประทานยาแก้ปวดที่หาซื้อได้ทั่วไป ตามคำแนะนำบนฉลาก
- ใช้การประคบเย็นบริเวณแก้มด้านนอกเพื่อช่วยลดบวม
สิ่งที่ไม่ควรทำ:
- ห้ามใช้ของร้อนประคบเด็ดขาด โดยเฉพาะเมื่อมีอาการบวม
- อย่าพยายามใช้ของแหลมเขี่ยหรือเจาะบริเวณที่บวมด้วยตนเอง
- ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) มารับประทานเอง เพราะนอกจากจะไม่ตรงกับเชื้อโรคแล้ว ยังเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อดื้อยา
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
- Q: ปวดแบบไหนที่ถือเป็น "ภาวะฉุกเฉิน"?
- A: อาการปวดรุนแรงร่วมกับมีอาการบวมที่ใบหน้า มีไข้ อ้าปากหรือหายใจลำบาก ถือเป็นภาวะฉุกเฉิน เพราะการติดเชื้ออาจกำลังลุกลามเข้าสู่ส่วนอื่นของร่างกาย
- Q: เคยปวดฟันแล้วหายเองได้ แบบนี้ปลอดภัยใช่ไหม?
- A: ไม่ใช่ครับ การที่อาการปวดหายไปเอง อาจเป็นสัญญาณว่าเส้นประสาทในฟันได้ตายไปแล้ว แต่ตัวเชื้อโรคยังคงอยู่และอาจกำลังทำลายกระดูกปลายรากฟันอย่างเงียบๆ ซึ่งสุดท้ายมักจะกลับมาปวดและบวมรุนแรงกว่าเดิม
- Q: ทานยาแก้ปวดไปก่อน จะทำให้คุณหมอตรวจหาสาเหตุได้ยากขึ้นไหม?
- A: ไม่เลยครับ ยาแก้ปวดช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดของคุณได้ชั่วคราว แต่ไม่ได้ไปเปลี่ยนแปลงสภาพของฟันที่เป็นปัญหา ทันตแพทย์ยังคงสามารถตรวจ เคาะฟัน เอกซเรย์ และวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริงได้ตามปกติครับ